สาวลูกครึ่งญี่ปุ่นหนัก 200 กิโลฯ นั่งอนาถาข้างโรงพักพัทยา บอกเดี๋ยวพ่อแม่จะมาช่วยเอง

32

(14 ก.ค.64)ขณะที่ผู้สื่อข่าวกำลังเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ด้านข้อมูลข่าวสารที่สถานีตำรวจภูธร เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้พบเห็นหญิงสาวร่างอ้วนน้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัม มีบาดแผลที่ขาทั้งสองข้างลักษณะคล้ายโรคเท้าช้าง เป็นแผลพุพองและเป็นหนอง นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บริเวณสถานที่จอดรถจักรยานยนต์ สำหรับประชาชนที่มาติดต่อราชการของ สภ.เมืองพัทยา ภายในซอย 9 ถนนเลียบชายหาดเมืองพัทยา ซึ่งเป็นซอยระหว่างสถานีตำรวจ กับศูนย์การค้าชื่อดังที่ผู้คนใช้ถนนเส้นดังกล่าวสัญจรไปมา จึงลงไปสอบถามเพื่อรับทราบความเป็นจริง

หญิงสาวคนดังกล่าวบอกว่าตนเองชื่อ น.ส.มายูกิ อายุ 38 ปี เป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น มีบิดาเป็นคนญี่ปุ่น แต่ไม่ได้พบหน้าพ่อแม่ เมื่อถึงเวลาแล้วพ่อแม่จะมาช่วยเหลือเอง เพราะตอนนี้ติดเรื่องงาน ที่ผ่านมาตนเองโดนรังแกสารพัดรูปแบบ ทั้งถูกขโมยของ จะมีกลุ่มคนมาจับไปหาหมอ หาว่าเป็นคนเร่ร่อน และแจ้งตำรวจมาจับ ทั้งนี้ ตนเองมีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทตู้คอนเทนเนอร์ และมาทำงานที่เมืองพัทยาได้ 15 ปีแล้ว เหตุที่มานั่งอยู่ตรงนี้เพราะว่ามารอไปทำงาน ต้องการอยากเป็นข่าว เพื่อให้สังคมโลกและองค์กรต่างๆ ได้รับทราบว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งมาโดยตลอด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่กลัวโรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้หรืออย่างไร เพราะหญิงสาวคนดังกล่าวมีความเป็นอยู่ที่สุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรค เนื่องด้วยอยู่ในสภาพร่างกายที่ขาดสุขอนามัยที่ดี อีกทั้งยังไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย หญิงสาวคนดังกล่าวได้ตอบว่า ตนเองไม่กลัว เพราะได้ไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 มาแล้วไม่พบว่าติดเชื้อ และได้รับวัคซีนเข็มแรกไปแล้วที่โรงพยาบาลบางละมุง จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงเดินไปหยิบหน้ากากอนามัยมาให้สวมใส่ และกล่าวเตือนให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งหญิงอ้วนก็ปฏิบัติตามด้วยการนำหน้ากากอนามัยไปสวมใส่แต่โดยดี

สอบถาม ผู้ประกอบการวินรัถจักรยานยนตร์รับจ้าง บริเวณปากซอยเล่าว่า เคยมีเจ้าหน้าที่จะมารับตัวไปดูแลแต่หญิงสาวคนดังกล่าวไม่ยอมไปดื้อดึงที่จะอยู่ต่อ เนื่องด้วยเป็นบริเวณที่คนผ่านไปมาบ่อยครั้ง จึงมีผู้ใจบุญคอยให้เงินเป็นประจำ บางครั้งก็มีคนนำอาหารมาให้เป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายหญิงสาวอ้วนรายนี้ก็แอบนำไปทิ้ง

ทั้งนี้ อยากฝากไปยังกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้การช่วยเหลือหญิงสาวคนดังกล่าวโดยด่วน เพราะนอกจากจะกระทบภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาแล้ว ยังเป็นที่หวั่นวิตกสำหรับประชาชนโดยทั่วไปที่ผ่านไปมาบริเวณดังกล่าว เกรงว่าอาจจะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ เนื่องจากมีลักษณะสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก